หน้าแรก ข่าวกีฬา ฟุตบอลไทย เตรียมฝึกซ้อมรอวัน

ฟุตบอลไทย เตรียมฝึกซ้อมรอวัน

110
0
ฟุตบอลไทย เตรียมฝึกซ้อมรอวัน
ฟุตบอลไทย เตรียมฝึกซ้อมรอวัน

ฟุตบอลไทย เตรียมฝึกซ้อมรอวัน แห่งความสำเร็จ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฟุตบอลไทย เตรียมฝึกซ้อมรอวัน แห่งความสำเร็จฟุตบอลไทย เตรียมฝึกซ้อมรอวัน แห่งความสำเร็จ เป็นบรรยากาศของช่วงสุดท้ายในปี 2562 กลิ่นอายในบรรยากาศของความรื่นเริงเห็นอยู่ทั่วทุกแห่งหน เวลาแห่งการเฉลิมฉลองกำลังมาถึง แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ลองนึกย้อนไปถึงสิ่งต่างๆเพื่อทบทวน ถ้านึกถึงกีฬาไทย

แวบแรกต้องคิดไปถึงกีฬายอดนิยมอย่าง “ฟุตบอล” และเมื่อนึกถึงฟุตบอลกลับ มีความรู้สึกของความผิดหวังผุดขึ้นมาในความคิด เชื่อว่าแฟนกีฬาส่วนใหญ่ และส่วนมากคงไม่มีใครมองเป็นอื่น ด้วยถือเป็นปีที่ “ยอดแย่” ของ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลชาย ทีมชาติไทย ในแทบทุกชุด ไล่ตั้งแต่ชุดเด็กไปจนถึงชุดใหญ่

ไม่มีทีมใดสามารถสร้างผลงานได้โดดเด่น เป็นที่จดจำ

แห่ขอเลขเด็ด “ตะเคียนทองโบราณ” หลังเจ้าของฝันประหลาด ตัดสินใจถวายให้วัด
ปลื้ม เด็กไทยร่วมแข่งสกี ‘โอลิมปิกเยาวชนฤดูหนาว’ ครั้งแรก ที่สวิตฯ
วิเคราะห์การเมือง : ทีมซักฟอกเครื่องรวน
เปิดปี 2562 ขึ้นมา ทำท่าจะคึกคัก เมื่อทีมชาติไทยชุดใหญ่ผ่านเข้าเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลเอเชียน คัพ ได้สำเร็จ แต่เรื่องกลับพลิกผัน กลายเป็นจุดเริ่มของความผิดหวัง และขยายวงกว้างและลึกอยู่ในใจของแฟนบอล

สิ่งที่ทุกคนจำได้ก็คือการที่มิโลวาน ราเยวัช กุนซือชาวเซิร์บ โดนปลดกลางอากาศ สังเวยการพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติอินเดียในนัดประ-เดิมสนาม 1-4 ก่อนที่ทีมไทยจะตกรอบไป

ซึ่งครั้งนั้น “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ได้รับโอกาสให้ขึ้นมาทำหน้าที่กุนซือขัดตาทัพ โดยมี “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ เป็นผู้ช่วย

แต่หลังจากนั้นกุนซือคนคู่อย่าง “โต่ย-โชค” ก็ไปไม่รอดอีก เมื่อพาทีม “อมบ๊วย” ในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 47 จากผลงานพ่ายแพ้ 2 นัดรวด จบอันดับสุดท้ายของการแข่งขัน

ฟุตบอลไทย

ไม่สามารถรักษาถ้วยไว้ได้!!!

และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ต้องออกตามหาโค้ชคนใหม่ วางสเปกไว้สูงยิ่งและเป็นที่คาดหวังว่าจะพลิกวิกฤติ เรียกศรัทธากลับคืน จนมาลงตัวที่ “อากิระ นิชิโนะ” กุนซือเลือดซามูไร มาคุมทีมชาติไทย จวบจนถึงปัจจุบัน

นิชิโนะ คุมทีมชาติไทยนัดแรก พบกับคู่รักคู่แค้นอย่าง “ดาวทอง” เวียดนาม ในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่สนาม ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งผลออกมาด้วยการที่ทั้งสองทีมเสมอกัน 0-0

จากนั้น “ช้างศึก” ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชญี่ปุ่น” ก็เหมือนจะเรียกศรัทธากลับมาได้ เพราะสามารถบุกไปถล่มอินโดนีเซีย ที่เสนายันถึง 3-0 ในการคัดบอลโลก อีกทั้งยังกลับมาสร้างเซอร์ไพรส์ต่อหน้าแฟนๆในบ้านด้วยการเชือดเต็ง 1 ของกลุ่มอย่าง “นักรบชุดขาว” ยูเออี แบบสะใจ 2-1

แต่ต่อมาในวันที่ 14 พ.ย. สถานการณ์เริ่มไม่ดี เมื่อทีมชาติไทยออกไปปราชัยให้กับมาเลเซีย 1-2 ที่บูกิต จาลิล สร้างความผิดหวังให้กับแฟนบอล ที่วาดฝันว่าเราต้องเชือด “เสือเหลือง” นิ่มๆแน่นอน เพราะฟอร์มกำลังร้อนแรง ก่อนจะปิดท้ายปีด้วยการบุกไปเสมอเวียดนาม ที่มีดิ่ง สเตเดียม กรุงฮานอย 0-0

ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่มจี สถานการณ์ผ่านไป 5 นัด ทีมชาติไทย มีอยู่ 8 คะแนน รั้งอันดับที่ 3 ของตาราง ตามหลัง “จ่าฝูง” เวียดนาม 2 คะแนน

ถ้าให้เข้าข้างตัวเอง ก็คงต้องหวังว่าเรายังมีสิทธิ์ แต่โปรแกรมอีก 3 นัดที่เหลือก็ลองพิจารณาดูกันเอาเอง 26 มี.ค.63 เปิดบ้านพบ อินโดนีเซีย, 4 มิ.ย. ไปเยือนยูเออี และปิดท้ายในวันที่ 9 มิ.ย. ด้วยการเปิดบ้านรอล้างแค้น มาเลเซีย

งานหนักอึ้งแน่นอน!

ขณะเดียวกันผลงานของ “ช้างศึกจูเนียร์” ทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งทุกคนคาดหวังไว้ว่าจะให้เป็น “อนาคต” นั้น

“โค้ชหระ” อิสสระ ศรีทะโร ได้คุมทีมต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้น แต่ผลงานกลับตรงกันข้ามกับความคุ้นเคย

การแข่งขันฟุตบอลยู-22 ชิงแชมป์อาเซียน 2019 ที่สนามโอลิมปิก สเตเดียม กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เราแพ้ให้กับอินโดนีเซีย ในรอบชิงชนะเลิศ 1-2 ได้แค่รองแชมป์ ทั้งๆที่รายการนี้เราเป็นเต้ยมาตลอด

ฟุตบอลไทย
ขณะที่ในฟุตบอลยู 23 ชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก กลุ่มเค เราก็ต้องตกเป็นรองทีมคู่รักคู่แค้นอย่างเวียดนาม แถมยังโดนถลุงพ่ายขาดลอย 0-4 ซึ่งทีมชาติไทยจบด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม แต่ก็ยังมีบุญได้สิทธิ์ไปเล่นรอบสุดท้าย เพราะความเป็นเจ้าภาพ

ผลงาน “พีกที่สุด” ของทีมชุดนี้ คงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากการพลาดท่าร่วงตกรอบแรก ในฟุตบอลชายซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะใช้กุนซือใหญ่อย่างอากิระ นิชิโนะ คุมทัพด้วยตัวเองก็ตาม

เราปราชัยอินโดนีเซีย 0-2 ตั้งแต่นัดเปิดสนาม ซึ่งนั่นทำให้เส้นทางของช้างศึกไม่ราบรื่น จนสุดท้ายต้องกระเด็นตกรอบท่ามกลางความผิดหวังของแฟนบอลชนิดแสนสาหัส

ความเชื่อมั่นในตัวของกุนซือ “อากิระ นิชิโนะ” สั่นคลอนทันที

นอกจากนี้ ทีมชาติไทยในชุดอื่นๆ ต่างก็ต้องพบกับความล้มเหลวทั้งสิ้น

ไล่ตั้งแต่รุ่นที่เล็กที่สุด ในรุ่นชุดอายุไม่เกิน 15 ปี เราแพ้มาเลเซีย 1-2 ในรอบชิงชนะเลิศ ได้แค่รองแชมป์อาเซียน ทั้งๆที่เล่นในบ้านตัวเอง

ชุดอายุไม่เกิน 18 ปี แพ้กัมพูชา 3-4 จนมีอันต้องตกรอบแรกในรายการชิงแชมป์อาเซียน 2019 ที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ก่อนจะมาจอดป้ายแค่รอบแบ่งกลุ่ม ในรอบคัดเลือกศึก ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย อีกคำรบ

ทั้งหมดทั้งมวลไม่ว่าจะด้วยผลงานของทุกชุด, อันดับโลก หรือแม้กระทั่งฟอร์มการเล่น กลายเป็นว่าในปี พ.ศ.2562 “ช้างศึก” ต้องเสียบัลลังก์เบอร์ 1 อาเซียนให้กับ “เวียดนาม” อย่างปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป

นี่คือผลงานของทีมชาติไทยในขวบปีล่าสุดของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

แม้ว่าที่ผ่านมาสมาคมลูกหนังในยุคที่มี

“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กุมบังเหียน จะได้รับเสียงชื่นชมอยู่บ้างในเรื่องของการทำงานที่มีระบบระเบียบมากขึ้น รวมไปถึงการส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการผลิตบุคลากรในการอบรมโค้ชและผู้ตัดสินเป็นอย่างมาก

แต่จนแล้วจนรอดบทสรุปมันก็ต้องดูที่ผลงานของทีมชาติเป็นสิ่งสำคัญ

ซึ่งสุดท้ายแล้วคงต้องบอกว่าทุกอย่างที่ทำลงไป “ยังไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ว่าดีกว่าเก่า”

กับโครงการล่าสุดซึ่งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ในการ ก่อสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี บนพื้นที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 150 ไร่

งบประมาณในการสร้างทั้งสิ้น 500 ล้านบาท

ฟุตบอลไทย

หลายคนมองว่าโครงการนี้นี่คือการ “หาเสียง” หรือไม่

เพราะว่า ตามระเบียบแล้ว “บิ๊กอ๊อด” จะครบวาระนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ในวันที่ 11 ก.พ.ปีหน้า จึงต้องการทำอะไรๆที่เห็นเป็นผลงานให้ชัดๆ

เรื่องของการประมูลลิขสิทธิ์ฟุตบอลภายในประเทศก็เช่นกัน สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ แจ้งให้ทราบว่าจะขายสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลทุกรายการในประเทศเป็นระยะเวลายาวนานถึง 8 ฤดูกาล ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จึงมีการตั้งข้อสังเกตตามมาว่า วงเงินในการประมูลสิทธิ์นั้นจะต้องมากขึ้นกว่าเดิมชนิดมหาศาล ซึ่งเงินจำนวนนี้ก็จะกลับคืนไปสู่สโมสรส่วนหนึ่ง แต่จะกลับไปเป็นจำนวนเท่าไหร่นั้นว่ากันว่าขึ้นอยู่กับนโยบายที่จะประกาศให้ทราบตอนหาเสียงนั่นแหละ

ในขณะเดียวกันก่อนจะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯได้ จะต้องมีการทำบัญชีงบดุลให้เสร็จก่อนจะจัดประชุมใหญ่เพื่อรับรองงบดุล กำหนดวันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวิธีปฏิบัติต่างๆ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดอยู่ระหว่าง 30-60 วัน หลังสภากรรมการชุดเก่าหมดอายุ

ในส่วนของหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายก และกรรมการกลาง

คุณสมบัตินั้น คนเดิมเลือกกลับมาเป็นใหม่ได้ และไม่กำหนดว่าเป็นได้กี่สมัย อายุ 25-75 ปี มีความรู้และประสบการณ์ด้านฟุตบอลเป็นอย่างดี ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไร้ความสามารถ (หรือเสมือน) ไม่เคยได้รับโทษทางอาญาถึงที่สุดให้ติดคุก ยกเว้นคดีลหุโทษ ไม่เคยถูก กกท. สั่งให้ออกจากการเป็นกรรมการสมาคม

ขณะที่รายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนน ซึ่งคิดจากฤดูกาลสุดท้ายที่แข่งเสร็จสิ้นก่อนวันเลือกตั้ง กำหนดไว้ดังนี้ ไทยลีก 1 (16 ทีม),

ไทยลีก 2 (18 ทีม), อันดับที่ 1-7 ของแต่ละโซนในไทยลีก 3 (14 ทีม), อันดับที่ 1-3 ของแต่ละโซนในไทยลีก 4 (18 ทีม), ทีมชนะเลิศทีมเดียวของลีกสมัครเล่น

(1 ทีม), แชมป์และรองแชมป์ฟุตซอลลีกชาย (2 ทีม), แชมป์และรองแชมป์ไทยลีกหญิง (2 ทีม), แชมป์ฟุตซอลลีกหญิง (1 ทีม),

แชมป์ฟุตบอลชายหาด (1 ทีม) และสมาคมนัก กีฬา อาชีพที่สมาคมและสหพันธ์สมาคมนัก กีฬาฟุตบอลอาชีพ (FIFPro) รับรอง (1 เสียง)

รวมทั้งสิ้น 74 เสียง

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร

ที่แน่ๆในปีหน้า 2563 เป็นปีที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯต้องเหนื่อยแน่นอน

เพราะภารกิจการนำ “ช้างศึก” กลับคืนสู่บัลลังก์เบอร์ 1 ของภูมิภาคมันไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนที่เคยขายฝันกันเอาไว้ด้วยคำพูดที่ว่า “เราจะก้าวข้ามอาเซียน”.

“กราวกีฬาไทยรัฐ”

อ่านต่อ   ข่าวกีฬาวันนี้

อ่านข่าวทีมฟุตบอลต่างชาติ คลิก>>> ไฮไลท์ฟุตบอล ลิเวอร์พูล

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here