หน้าแรก ข่าวเด่นวันนี้ พบเชื่อโควิด สายพันธ์โอมิครอน 740 ราย ใน 33 จังหวัด

พบเชื่อโควิด สายพันธ์โอมิครอน 740 ราย ใน 33 จังหวัด

79
0
พบเชื่อโควิด

พบเชื่อโควิด

พบเชื่อโควิด พบเชื้อโควิด อุต๊ะ! สธ.แถลงพบ “โอมิครอน” 740 ราย ใน 33 จังหวัด มีแนวโน้มเจอสูงขึ้นเรื่อยๆ

พบเชื่อโควิด กระทรวงสาธารณสุขอัปเดตสถานการณ์ “โอมิครอน” ปัจจุบันเจอผู้ติดเชื้อสะสม 740 ราย ใน 33 จังหวัดทั่วประเทศ มีแนวโน้มเจอสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ

วันนี้ (29 ธ.ค.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงว่า ผลการจำแนกสายพันธุ์เฝ้าระวัง ตั้งแต่เปิดประเทศ วันที่ 1 พ.ย. 64 พบติดเชื้อโอมิครอนสะสมจำนวน 740 ราย เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 489 ราย

ติดเชื้อในประเทศ 251 ราย หรือพบโอมิครอนในสัดส่วนประมาณ 8-9% สำหรับการตรวจหาโอมิครอนด้วยวิธี SNP (Single Nucleotide Polymorphisms) อยู่ที่ 740 ราย ยืนยันด้วย WGS (Whole Genome Sequencing ) แล้ว 104 ราย ทั้งนี้ การตรวจด้วย SNP ก่อนหน้านี้ให้ผลแม่นยำ 100% ไม่ผิดพลาดว่าเป็นสายพันธุ์โอมิครอน

สำหรับเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ขณะนี้พบการแพร่ระบาดใน 33 จังหวัด ซึ่งมาจากทุกเขต ยกเว้นเขต 2 ที่ยังไม่พบ ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก โดยในภาพรวมพบโอมิครอนเยอะสุดใน เขต 13 กทม.

มาจากการตรวจหาเชื้อของกลุ่มคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งต้องกักตัวในพื้นที่ กทม. รองลงมาเป็นเขต 7 ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และเริ่มพบในเขต 11 เพิ่มขึ้น ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อโอมิครอนจากการติดเชื้อในประเทศมาจาก 19 จังหวัด โดยพบสูงสุดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ 119 ราย ซึ่งผู้ติดเชื้อในประเทศทั้งหมดยังมีความเชื่อมโยงจากผู้ที่ติดเชื้อจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว โดยวันที่ 27-28 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตรวจพบโอมิครอนประมาณ 200 กว่าราย จากภาพรวมที่ 5,000 ราย คิดเป็น 5-6% ซึ่งสายพันธุ์เดลตายังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในประเทศ ทั้งนี้ เมื่อดูการติดเชื้อใน 2 วัน ภาพรวมติดเชื้อโอมิครอนอยู่ที่ 66.5% ส่วนกลุ่มผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศพบโอมิครอนอยู่ที่ 74.7% ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องมีการเฝ้าระวังต่อไป

นอกจากนี้ นพ.ศุภกิจ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าหน้ากากผ้าใช้ป้องกันโอมิครอนไม่ได้ว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากการแพร่ระบาดของเดลตาไม่ได้แตกต่างจากโอมิครอน ดังนั้น หากหน้ากากผ้ามีคุณสมบัติที่ดี เช่น ผ้ามัสลิน หรือมีจำนวนชั้นที่เหมาะสม ก็ยังสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ แต่ต้องใส่ให้ถูกวิธี

ทางด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยสถานการณ์โรคโควิด-19 ทั่วโลกว่า พบผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะประเทศในยุโรป และสหรัฐ แต่แนวโน้มการเสียชีวิตจากโอมิครอนของทั่วโลกเริ่มลดลงอยู่ที่ 1.92% จาก 2% กว่า เนื่องจากการแพร่รระบาดของโอมิครอนมีความรุนแรงน้อยกว่าเดลตา ประกอบกับเริ่มมีการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมมากขึ้น

ส่วนสถานการณ์โรคโควิด-19 ประเทศไทย มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อยืนยัน ผู้ป่วยอาการหนัก ผู้เสียชีวิต ลดลง ขณะที่ผู้เดินทางเข้าประเทศพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากมาตรการ Test&Go ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศแถบยุโรป สหรัฐ และแอฟริกา เข้ารับการรักษาที่ กทม. ภูเก็ต ชลบุรี อย่างไรก็ดี ขณะนี้มีสัดส่วนการฉีดวัคซีนเข็ม 3 เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนมาตรการต่างๆ คาดว่าช่วงหลังปีใหม่น่าจะมีมาตรการเสริมออกมา

นพ.โอภาส กล่าวถึงกรณีตัวอย่างคลัสเตอร์สองสามีภรรยาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พบติดเชื้อทั้งหมด 248 ราย โดยจุดที่มีความเสี่ยงสูงในการแพร่ระบาด คือ ในบาร์ ซึ่งเป็นสถานที่ปิด ไม่มีระบบระบายอากาศ ซึ่งมีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดสูงมาก เช่นเดียวกับคลัสเตอร์ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย กทม. พบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 52 ราย จากการใช้บริการในร้านอาหารกึ่งผับที่ไม่มีการระบายอากาศ ซึ่งมีการตรวจพบเชื้อบริเวณเครื่องปรับอากาศด้วย

จากตัวอย่างคลัสเตอร์ดังกล่าว จึงแจ้งระดับเตือนภัยจากโรคโควิด-19 ในระดับ 3 โดยขอความร่วมมือจากสถานประกอบการและประชาชนทุกคน ปฏิบัติตามมาตรการ VUCA อย่างเคร่งครัด ประกอบด้วยการสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และเว้นระยะห่างตามมาตรการ Universal Prevention (UP)

นอกจากนี้ ควรตรวจคัดกรองด้วย Antigen Test Kit (ATK) เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่โรค โดยเฉพาะขณะโดยสารระบบขนส่งสาธารณะ หรือขณะอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก ขณะเดียวกันควรงดใช้บริการในร้านอาหารที่เป็นห้องปรับอากาศ และมีระบบระบายอากาศไม่ดี รวมทั้งหมั่นสังเกต สอบถาม ตรวจสอบการให้บริการ หากไม่เป็นไปตามมาตรการ Covid-Free Setting ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทราบ

“ช่วงนี้จะมีคนเดินทางค่อนข้างเยอะ ประชาชนสามารถชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อได้ โดยหลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยง ลดกิจกรรมเสี่ยงที่มีคนหนาแน่น และไม่สวมหน้ากาก รวมทั้งให้ผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมารับวัคซีน รวมทั้งเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วย” นพ.โอภาส ระบุ

ทั้งนี้ นพ.โอภาส ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่โรคโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นว่า โควิดสายพันธุ์โอมิครอน มีการแพร่ระบาดได้มากขึ้น แต่อาการจะรุนแรงน้อยกว่าเดลตา ซึ่งการระบาดของโควิด-19 มีการระบาดทั่วโลก และระบาดใหญ่ หลังจากผ่านไป 2 ปี พบว่าโอกาสที่คนทั่วโลกจะร่วมกันกำจัดโรคให้หายไปทั้งหมดนั้นเป็นไปได้ยากมาก

อย่างไรก็ตาม โรคโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นได้นั้น ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ เชื้อโรค คน และสิ่งแวดล้อม กรณีแรกเชื้อโรคจะต้องอยู่ร่วมกับคนได้ โดยที่โรคจะต้องมีความรุนแรงลดลง และกรณีที่สองคนต้องสามารถอยู่ร่วมกับเชื้อโรคได้ คือ ติดเชื้อแล้วไม่เสียชีวิต แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ในระยะหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยในการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน หรือการติดเชื้อที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ ซึ่งขณะนี้คนกับเชื้อโรคเริ่มปรับสมดุลเข้าสู่สิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ โรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นได้

สำหรับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กนั้น ปริมาณวัคซีนที่ใช้ในเด็กเล็กอายุ 5-11 ปี จะมีปริมาณน้อยกว่าผู้ใหญ่ประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงก็จะลดลงตามไปด้วย โดยข้อมูลจากต่างประเทศ พบว่า อัตราการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบในเด็กเล็ก สามารถเกิดขึ้นได้น้อยกว่าเด็กโต

อัพเดทข่าวเด่นรายวันเพิ่มเติมได้ที่ : thennew.com

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here